Vartika Adventure Vartika Kuiburi
   

ผู้เขียน หัวข้อ: เรียนทำขนมเค้ก สูตรขนมไทยโบราณอร่อยติดใจ ไส้ถั่วแดงไส้ไก่หยอง line: annzy201  (อ่าน 62 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Posthizzt555

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4918
  • การ์ม่า: +0/-0
    • ดูรายละเอียด
เรียนทำขนมเค้ก สูตรขนมไทยโบราณอร่อยติดใจ ไส้สังขยาไส้ไส้กรอกมายองเนส line: annzy201
เรียนทำขนมปัง ไส้เค้ก พายแอปเปิ้ล ราคาถูกสุดๆอร่อยๆ ราคาถูกๆ ตั้งอยู่ที่เจริญกรุง 107 แยก 7
ขั้นตอนรากฐานสำหรับเพื่อการทำขนมปัง

1. การผสมแป้ง
ส่วนที่ 1 ส่วนผสมของแห้ง อย่างเช่น แป้ง ยีสต์ สารเสริมประสิทธิภาพ นมผง ร่อนผสมเข้าด้วยกัน
ส่วนที่ 2 ส่วนผสมของเปียก เป็นต้นว่า น้ำเย็น น้ำตาลทราย ไข่ไก่ เกลือป่น แล้วก็ นมสด หรือนมข้นจืด คนจนเข้ากันกระทั่งละลาย
ส่วนที่ 3 ส่วนประกอบไขมัน ได้แก่ เนยสด เนยขาว มาการีน หรือ น้ำมันพืช
 
การผสมแป้งแนวทางนี้จะช่วยให้ส่วนผสมเข้ากันได้ รวมทั้งช่วยทำให้กลูเต็นในแป้งถูกผสมจนถึงจุดที่ไใช้ได้ โดยพินิจได้จากการรวมตัวของก้อนแป้งไม่เหนียวติดมือ รวมทั้งเครื่องผสมมีความนิ่มเนียนและก็สามารถดึงเป็นผ่นบางๆได้โดยไม่ขาด แต่ถ้าผสมแป้งหรือนวดแป้งไม่พอ จะก่อให้แป้งมีความยืดหยุ่นน้อย ขนาดของของหวานจะน้อยลง หรือจะมีเนื้อสัมผัสหยาบคาย
2. การดองแป้งหลังจากการผสม
แป้งภายหลังการผสมจะต้องมีการพักแป้งก่อนสักระยะหนึ่งเพื่อแป้งคลายตัว สำหรับในการหมักนั้นโดยธรรมดาจะหมักโดยการกดแป้งเป็นก้อนกลม และก็หมักในอ่างผสม หรือกดเป็นก้อนกลมแล้วพักบนโต๊ะ โดยใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆคลุมก้อนแป้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าของก้อนแป้งแห้ง
3. การไล่อากาศในก้อนแป้ง
ภายหลังจากแป้งถูกหมักจนได้ที่แล้วจะไล่อากาศที่มีมากเกินออกไป เพื่อขนมปังมีเนื้อเนียน แนวทางเป็นใช้มือกดเบาๆที่ก้อนแป้ง หรือใช้เครื่องรีดเพื่อไล่อากาศ
4. การเตรียมก้อนแป้งใส่ไส้หรือพิมพ์
หลังจากไล่อากาศในก้อนแป้งแล้ว ตัดก้อนแป้งตามขนาดที่อยาก ต่อไปใช้มือหรือเครื่องคลึงให้เป็นก้อนกลมจนผิวหน้าเรียบเนียน หลังจากนั้นจะขึ้นรูปพักลงในพิมพ์ หรือพักให้ขึ้นเป็น 2 เท่า และนำมาใส่ไส้ตามต้องการ
5. การพักแป้งในพิมพ์
ระยะเวลาสำหรับเพื่อการพักแป้งขึ้นกับขนาดก้อนแป้ง และก็อุณหภูมิที่ใช้เพื่อการหมัก โดยทั่วไปแล้วจะใช้อุณหภูมิที่ประมาณ 32-40 องศาเซลเซียส ซึ่งในระหว่างการหมักนั้นต้องใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆคลุมแป้งเพื่อปกป้องผิวหน้าของก้อนแป้งแห้งกระด้าง ในขณะนี้ถ้าเกิดเป็นระบบอุตสาหกรรมหรือร้านค้าที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็จะใช้ตู้หมักแป้ง โดยตู้หมักแป้งสามารถปรับระดับอุณหภูมิที่ใช้สำหรับการหมักได้ ก็เลยช่วยทำให้ได้ก้อนแป้งที่พองตัวอย่างรวดเร็ว
6. การอบและก็การตกแต่งหลังการอบ
โดยทั่วไปอุณหภูมิที่ใช้สำหรับในการอบอยู่ที่ 350-400 องศาฟาเรนไฮต์ ส่วนช่วงเวลาขึ้นอยู่กับขนาดก้อนแป้ง ก่อนอบบางสูตรบางครั้งก็อาจจะเพิ่มสีสันแก่ขนมปัง โดยจะมีการทาหน้าขนมปังด้วยไข่ไก่ นมสด เป็นต้น และก็เมื่ออบสุกแล้วถ้าเกิดต้องการให้ขนมปังเป็นเงาเงา จะทาหน้าขนมปังด้วยเนยสดทับอีกที ขนมก็จะดูมันเงา ก็เลยนำออกจากพิมพ์หรือถาดอบ บางสูตรจะมีการตกแต่งหลังการอบเพื่อให้ได้รสที่ดีและสะดุดตาน่าอร่อยมากยิ่งขึ้น การตกแต่งนั้นมีหลายแนวทาง ตัวอย่างเช่น การโรยหน้าขนมด้วยน้ำตาลไอซิ่ง หรือ การตกแต่งด้วยน้ำสลัดครีม ก็เลยพักบตะแกรงจนถึงเย็นสนิทเื่พื่อป้องกันการเกิดราได้ง่าย หลังจากนั้นก็เลยบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เตรียนมไว้ ภายหลังการบรรจุแล้วควรจะเก็บขนมปังเอาไว้ภายในห้องที่ไม่แห้งจนกระทั่งเกินไป แล้วก็มีอุณหภูมิที่เย็นพอเหมาะพอควร
 
เครมบรูเล่กะทิแบบไทย
ใครไม่กลัวแคลอรีพุ่งสูงอยากให้ลองเมนูเครมบรูเล่กะทิแบบไทย สูตรจาก เฟซบุ๊ก iCook by Kucook ใส่กะทิแบบไทยเพิ่มกลิ่นหอม สามารถลดความหวานได้ตามชอบ รสชาติอร่อยแค่ไหนมาพิสูจน์กัน
ส่วนผสม เครมบรูเล่กะทิ (สำหรับ 20 ที่)
• ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 24 ฟอง
 • น้ำตาลทราย 350 กรัม
 • ครีมสด 750 มิลลิลิตร
 • กะทิคั้น 750 มิลลิลิตร
 • ถ้วยกระเบื้อง
 • ถาดทรงสูง
วิธีทำเครมบรูเล่
1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส เตรียมไว้
 2. ต้มครีมสด และน้ำกะทิในหม้อด้วยไฟอ่อน คนผสมให้เข้ากัน พอเดือดให้ปิดไฟทันที (ไม่ควรใช้ไฟแรง และไม่ควรต้มให้เดือดจนเกินไป) พักไว้
 3. ตีผสมไข่แดงกับน้ำตาลทรายให้เข้ากัน ค่อย ๆ เทส่วนผสมครีมคนผสมตลอดเวลาจนเข้ากันดี กรองส่วนผสมด้วยกระชอน จากนั้นเทส่วนผสมที่ได้ลงในถ้วย ประมาณ 3/4 ของพิมพ์
 4. วางถ้วยลงในถาดทรงสูง เทน้ำลงในถาดให้สูงประมาณ 3/4 ของถ้วยครีม (เรียกวิธีการนี้ว่า bain marie) นำเข้าเตาอบ นานประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีหรือจนสุก (วิธีการเช็กว่าสุกหรือไม่ให้ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มลงไปตรงกลางถ้วย ถ้ามีเศษขนมติดออกมาแสดงว่ายังไม่สุก) นำออกจากถาดน้ำ และเก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะรับประทาน
 5. เวลาจัดเสิร์ฟให้โรยน้ำตาลทรายบาง ๆ ลงบนหน้าขนมให้ทั่ว หลังจากนั้นใช้ปืนพ่นให้น้ำตาลเป็นสีน้ำตาลไหม้จนทั่ว รับประทานคู่กับมะพร้าวเชื่อม

ช็อกโกแลตพอตเดครีมมี่
 
ส่วนผสม
ดาร์กช็อกโกแลตหั่นชิ้นเล็ก 170 กรัม
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
วิปครีมชนิดจืด 1 ถ้วยตวง
ไข่แดง 3 ฟอง
ลูกเกดดำ 2/3 ถ้วยตวง
วิธีทำ
1. นำดาร์กช็อกโกแลตใส่อ่างผสม นำขึ้นตุ๋นบนน้ำร้อนจนช็อกโกแลตละลาย ใส่น้ำตาลทราย และวิปครีม 1/2 ถ้วยตวง คนให้เข้ากันดี
2. ตักส่วนผสมในข้อที่ 1 ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ลงในไข่แดงคนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จากนั้นเทกลับลงในอ่างช็อกโกแลตตามเดิม นำขึ้นตุ๋นอีกครั้งคนจนส่วนผสมข้นมีลักษณะเนียนเข้ากันดี ยกลงใส่ลูกเกดดำ พักไว้ให้เย็นสนิท
3. ตีวิปครีมที่เหลืออีก 1/2 ถ้วยตวง ด้วยหัวตีตะกร้อ โดยใช้ความเร็วสูงสุดของเครื่องจนขึ้นฟูตั้งยอด แล้วนำลงผสมกับส่วนผสมในข้อที่ 2 ตะล่อมเบา ๆ ด้วยพายยางจนส่วนผสมเข้ากันดี
4. ตักส่วนผสมที่ได้ใส่ถ้วยสำหรับเสิร์ฟ นำเข้าแช่ในตู้เย็นสักครู่ก่อนจัดเสิร์ฟ

ขั้นตอนการเก็บรักษาวัตถุดิบสำหรับในการทำเบเกอรี่หรือส่วนประกอบที่ใช้ทำเบเกอรี่ที่ถูกต้อง
1. แป้งชนิดต่างๆอย่างเช่น แป้งเค้ก แป้งขนมปัง อื่นๆอีกมากมาย ถ้าหากปราศจากจากแมลงก่อกวนจะมีคุณภาพดีรวมทั้งเก็บได้นานถึง 5 เดือน โดยเก็บเอาไว้ข้างในห้องที่สะอาด มีอากาศถ่ายเทดี ไม่มีกลิ่น มีอุณหภูมิ 68 - 72 องศสฟาเรนไฮต์ และก็มีความชื้นสัมพัทธ์ 55 - 65 % แป้งที่มีตัวแมลงอยู่ต้องแยกนำออกมาทิ้งโดยทันที
2.ยีสต์ เป็น ส่วนผสมที่เสียได้ง่าย ควรเก็บในที่แห้ง ไม่ให้สัมผัสโดยตรงกับแสงแดดแล้วก็ความชุ่มชื้น หากไม่เก็บในตู้เย็นควรจะเก็บในที่มีอุณหภูมิไม่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 90 องศาฟาเรนไฮต์ ภายใต้ภาวะแบบนี้ ยีสต์แห้งจะแก่การเก็บได้อย่างน้อยที่สุด 1 เดือน หรือเป็นเวลานานกว่านี้ได้
3. น้ำตาล ทั้งยัง น้ำตาลทรายขาวแล้วก็น้ำตาลเป็นตัวดูดความชุ่มชื้น ต้องนำออกมาจากถุงใส่กล่องพลาสติคหรือแก้ว มิฉะนั้นแล้วน้ำตาลจะดูดความชุ่มชื้นจากอากาศจนกระทั่งจุดที่มันแฉะ ซึ่งพวกจุลชีวันจะเจริญเติบโตได้ดิบได้ดี ทำให้น้ำตาลนั้นมีรสเปรี้ยว สำหรับน้ำตาลละเอียดหรือน้ำตาลไอซิ่ง เมื่อไม่ใช้จะต้องเก็บเอาไว้ภายในที่แห้ง เพื่อคุ้มครองป้องกันการจับตัวกันจนเป็นก้อน อย่าใช้ภาชนะที่เป็นโลหะเพราะเหตุว่าอาจจะมีการเกิดสนิมได้
4. ไขมัน และก็น้ำมัน ไขมัน จากพืชสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิปกตินาน 2-3 เดือน ถ้าอยากเก็บให้ได้เป็นเวลายาวนานกว่านี้ต้องเก็บในตู้เย็น น้ำมันหมูชนิดแข็งควรเก็บในตู้แช่เย็น โดยใส่ภาชนะบรรจุปิดฝาให้สนิท หรือเก็บเอาไว้ภายในห้องปกติก็ได้ น้ำสลัดหรือน้ำมันที่สกัดจากมะกอกจะมีกลิ่นหืนได้ง่ายหลังจากเปิดฝาแล้ว สำหรับไขมันพืช นอกจากจะเก็บในตู้เย็นแล้ว ไม่สมควรเก็บไว้ใกล้สิ่งที่ให้กลิ่น ด้วยเหตุว่าไขมันนั้นสามารถดูดกลิ่นแปลกปลอมเข้าไว้ได้ง่ายแล้วก็รวดเร็วทันใจ ศัตรูตัวสำคัญของไขมันก็คือแสงสว่าง อากาศ น้ำ ความร้อน อุณหภูมิสูงๆแล้วก็โลหะ เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ไขมันมีกลิ่นหืนได้ง่าย
5. ไข่ ไข่ สดควรที่จะเก็บในช่องเก็บไข่ของตู้แช่เย็น โดยให้ส่วนกว้างของไข่อยู่ด้านบนจะเก็บได้นานถึง 5 อาทิตย์ ไข่สดจะสูญเสียความชุ่มชื้นรวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามอายุของไข่ ไข่มักจะดูดเอากลิ่นจากตู้เย็นเอาไว้ และจะมีกลิ่นมากถ้าไม่เก็บเอาไว้ภายในช่อง ไข่ขาวที่แยกออกจะเก็บได้นานเป็นอาทิตย์ ถ้าเก็บในตู้แช่เย็นและใส่ภาชนะแก้วที่ปิดฝาสนิท ไม่สมควรเก็บไข่ไว้นาน แม้ว่าจะเก็บในตู้เย็นก็ตาม เนื่องจากบัคเตรีอาจเกิดขึ้นทำให้ของกินเป็นพิษได้
6. นม นม สดหรือหางน้ำนมควรที่จะเก็บเอาไว้ข้างในตู้เย็น เมื่อไม่ใช้แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการบูดเนื่องจากว่ากรดแลคติกจะทำให้นมเปรี้ยว สำหรับนมระเหยนั้นไม่เป็นปัญหาเพราะนมใส่กระป๋องนั้น ได้ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคแล้ว แต่ว่าก็ต้องระวังในเรื่องกระป๋องบวม ซึ่งมีสาเหตุมาจากนมเสีย นมผงควรที่จะเก็บในที่เย็นรวมทั้งแห้ง ปิดฝาให้สนิท เหตุเพราะนมผงนั้นมีความชุ่มชื้นอยู่น้อย จึงดูดเอาความชุ่มชื้นจากอากาศเข้าไว้ทำให้จับตัวกันเป็นก้อน
7. เครื่องเทศแล้วก็ผงฟู ควรเก็บในที่เย็น แห้ง และปิดฝาให้สนิท สำหรับกระป๋องบรรจุต้องไม่ขึ้นสนิม แล้วก็ต้องสะอาด
8. สารเสริม ดังเช่น SP ควรจะเก็บในภาชนะที่ปิดสนิท แห้งและก็เย็น อย่าให้โดนแสงอาทิตย์โดยตรง

ถ้าหากต้องการเรียนขนมปัง8ไส้ อย่างเดียว4,500บาท
อยากเรียนวิชาอื่นเพิ่มด้วย วิชาละ 2,500 บาท
ผู้ติดตามได้ลงมือปฎิบัติเช่นเดียวกัน
พึงพอใจเรียน โดยการจองผ่านไลน์เท่านั้น
line id: annzy201
หรือคลิกลิ้งค์ http://line.me/ti/p/~annzy201


เครดิตบทความจาก : http://www.annann201.com/

Tags :  เค้ก,เรียนทำอาหาร,สอนทำอาหาร



 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31